ขนมจีบเป็นอาหารว่างประเภทคาวแบบแห้งของประเทศจีน โดยการปรุงอาหารว่างชนิดนี้จะใช้แป้งเป็นแผ่นห่อไส้ โดยห่อเป็นทรงกระบอกลักษณะคล้ายกับผลทับทิม หรือคล้ายกับดอกไม้บาน หลังจากนั้นจึงนำไปนึ่งจนสุก ในภาษาจีนกลางเรียกว่า “ซาวม่าย” (烧麦:shao mai)
ซึ่งในแต่ละท้องที่จะมีการเรียกที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่จะต่างที่เพียงเสียง หรือการใช้อักษรแทนเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
โดยทางเหนือ เช่นในบริเวณปักกิ่ง จะเรียกว่า “ซาวม่าย” โดยใช้อักษรคำว่า “烧麦” แทนเสียงคำว่าซาวม่าย แต่ในบริเวณมณฑลเจียงซู เจ้อเจียง กวางตุ้ง และกวางซีจะเรียกว่า “ซาวม่าย” โดยใช้อักษรว่า “烧卖” (shao mai)แทนเสียง บางพื้นที่อาจแตกต่างมากกว่าที่อื่น เช่น บริเวณแถบแต้จิ๋วจะเรียกว่า “เซียวหมี่” (肖米:xiao mi)เป็นขนมที่นิยมรับประทานกันทั้งชาวใต้และชาวเหนือของจีน
ประวัติของขนมจีบเริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนโดยบันทึกไว้ว่า ขนมจีบนั้นใช้ข้าวสารนวดเป็นแป้ง ใช้หมูเป็นไส้ ที่ยอดขนมจีบให้ทำเป็นรูปดอกไม้ จากบันทึกที่บันทึกไว้ทำให้เราทราบกันว่าขนมจีบของจีนมีประวัติยาวนานกว่า 700 ปีแล้ว
โดยขนมจีบนั้นเดิมทีเป็นวัฒนธรรมของเมืองฮูฮฮอต มองโกเลียใน จากการนำมาขายในร้านน้ำชาบนเส้นทางสายไหมจนได้ชื่อว่า捎卖 (shao mai) ที่แปลว่า สินค้าที่ขายเป็นงานอดิเรกเครื่องเคียง หรือ อาหารเรียกน้ำย่อยคู่กับชา
ถูกนำมายังกรุงปักกิ่งและเทียนจินโดยพ่อค้าจากชานซีในช่วงระหว่างราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง และต่อมาได้เปลี่ยนตัวอักษรแทนเสียงเป็น “烧麦”, ”稍美” และ ”烧卖” ตามลำดับ
ขนมจีบเป็นที่นิยมสำหรับชาวเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง (广东省) ซึ่งต่อมาได้แพร่หลายทั่วโลกตามลำดับ ในสมัยก่อนขนมจีบมักนิยมรับประทานคู่กับน้ำชา และถือเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของอาหารติ่มซำ(點心:dim sum; ภาษาจีนกลาง อ่านว่า เตี่ยนซิน; ภาษากวางตุ้ง อ่านว่า ติ่มซำ) เช่นเดียวกับซาลาเปา
ขณะเดียวกันชาวนาตามชนบทเมื่อทำงานเหนื่อยล้าก็จะแวะพักผ่อนและดื่มน้ำชายามบ่ายตามร้านน้ำชาเหล่านี้ ขณะที่ดื่มน้ำชาก็จะต้องมีอาหารกินเล่นเพื่อกินคู่กับน้ำชาบรรดาเจ้าของร้านจึงเริ่มคิดหาอาหารกินเล่นต่างๆ ขึ้นมาจึงเป็นที่มาของติ่มซำในเวลาต่อมา ด้วยความที่เป็นอาหารกินง่ายและรสชาติแปลกใหม่ ติ่มซำจึงกลายเป็นอาหารที่นิยมไปทั่วโลก

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น